วันศุกร์, 29 กันยายน 2566

หลอนกันทั้งไซต์งาน

เรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นในไซต์งานก่อสร้าง แห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด 
สถานที่ก่อสร้าง จะอยู่เกือบๆติดชายแดนเพื่อนบ้านที่มีบ่อนใหญ่อยู่แถวนั้น 
การเดินทางเข้ามาที่ไซต์งานนั้น ก็เลยดูค่อนข้างจะกันดารพอสมควร

ผมได้มาประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งนี้ ก็ตอนโครงสร้างหลักขึ้นมาได้ 3-4 ชั้นแล้ว
ผมอาศัยอยู่ที่แค้มป์พัก ในไซต์งานนั้น 
แรกๆยอมรับว่าคิดถึงบ้านมาก เพราะมันห่างไกลชุมชน และรอบๆแถวนั้น ก็เป็นป่าเสียส่วนใหญ่ 
มีบ้านเรือนคนแถวนั้นบ้าง แต่ก็ไม่หนาตานัก เนื่องจากอยู่ในซอยลึกพอสมควร

ที่แค้มป์พักคนงาน จะแบ่งเป็นส่วนที่พักของช่างและคนงานทั่วไป 
จะทำเป็นห้องกั้นสังกะสีเรียงติดๆกันไป เป็นแนวยาว
และ ส่วนของที่พักวิศวกรก็จะแยกออกมาดูเป็นสัดส่วนต่างหาก 
บรรยากาศก็จะไม่จ๊อกแจ๊กจอแจมากนัก

หัวหน้าผมเขาจะรับผิดชอบเรื่องงานโครงสร้างเป็นหลัก และมีลูกน้องเป็นช่างอยู่หลายทีม
ส่วนผมจะดูแลรับผิดชอบเรื่องงานระบบคู่อยู่กับวิศวกรอีกคน 
ก็จะมีทีมโฟร์แมนและทีมช่างงานระบบอีกทีมต่างหาก

หลังจากที่ทำงานมาได้ซักเดือนสองเดือน 
ก็พอจะเริ่มคุ้นเคยกับพวกช่างในทีมผมบ้าง พอสมควรแล้ว
ส่วนช่าง ทีมอื่นๆของหัวหน้า ก็รู้จักหน้าคาดตากันเพียงผิวเผินเท่านั้น

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินการไปอย่างราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
จนพอโครงสร้างขึ้นมาถึงชั้นดาดฟ้าเสร็จ  เริ่มมีงานก่อผนังกั้นห้อง เป็นส่วนใหญ่ 
งานผมก็เริ่มจะยุ่งมากขึ้น เพราะต้องคุมลูกน้องให้แบ่งงานกันออกไปหลายทีม

วันหนึ่ง ช่วงสายๆ อยู่ๆ เถ้าแก่ 
แกก็มา ดูหน้างาน โดยไม่คาดคิด 
เล่นเอาทุกคนประหลาดใจ อย่างไม่ทันตั้งตัว
เพราะถ้าไม่ได้มีนัดประชุมอะไร เถ้าแก่จะไม่ค่อยมา

วันนั้นเลยดูโกลาหนกันเป็นพิเศษ 
เถ้าแก่ เดินตรวจดูทุกชั้นด้วยตัวเอง อย่างละเอียด
สั่งการลูกน้องเสียงดังไปมา ตามสไตล์นายช่างใหญ่

ช่วงบ่ายๆ ก็เรียกหัวหน้าช่างกับวิศวกรมาประชุม
หลังจากประชุมเสร็จ ช่วงเย็นๆ เถ้าแก่ก็เดินทางกลับ

ปกติ เวลาเถ้าแก่มา ผมจะเห็นพี่คนขับรถ 
มานั่งรอเถ้าแก่ในที่พักด้านหน้า 
อยู่ข้างๆคอนเทนเนอร์ที่เราประชุมกัน 
แต่วันนี้ ไม่เห็นคนขับรถเถ้าแก่เลย

พอเดินไปส่งเถ้าแก่ที่รถกัน ก็เห็นรถตู้สีดำของเถ้าแก่ จอดติดเครื่องอยู่แล้ว
ก็เลยแปลกใจว่า คนขับรถไปสตาร์ทรถรอตั้งแต่เมื่อไหร่ 
หรือว่า สตาร์ทรถรอไว้ตั้งแต่แรกที่มาถึง

จนพอคนขับรถลงมาเปิดประตูให้เถ้าแก่ขึ้นรถ มันก็ทำให้ผมสิ้นสงสัย
เพราะผมดัน บังเอิญมองเข้าไปในรถพอดี  ทำให้เห็นช่วงต้นขาของผู้หญิงคนหนึ่ง
กำลังขยับตัวเองถอยไปที่เบาะหลัง 
ลักษณะเหมือนคนใส่กระโปรงนักศึกษาสั้นๆเลยเข่าขึ้นไป 
ขาขาว เรียวสวย จนดูเด่นกว่าขาคนธรรมดา
อ๋อ เพราะมีคนรออยู่ในรถนี่เอง

พอเห็นแว๊บหนึ่ง เถ้าแก่รีบขึ้นรถ คนขับก็ปิดประตูทันที
แล้วไม่นาน รถเถ้าแก่ ก็เคลื่อนที่ออกไป

ผมก็หันมาถามพี่หัวหน้าผมว่า “พี่เมื่อกี๊พี่เห็นไหม ขาขาวมากเลย”
หัวหน้าผมหันมา ตอบผมว่า “ไม่รู้ ไม่ทันได้มอง”
แล้วหัวหน้าผมแกก็พูดต่ออีกว่า
“เถ้าแก่แกมีกิ๊กตั้งหลายคน เดี๋ยวอีกหน่อย เอ็งก็ชินเอง”
ผมก็เลยไม่ได้คิดอะไร  ก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ

วันนั้นเราต้องเร่งงาน เลยทำโอทีกันจนดึก  ซักช่วงประมาณ เกือบๆเที่ยงคืน
ช่วงที่กำลังเก็บข้าวของกันลงมาจากตึก  ตอนนั้นผมอยู่บนตึกมองลงไปข้างล่าง
อยู่ๆก็เห็นเหมือนมีรถตู้สีดำ วิ่งเข้ามาในไซต์งาน 
พอมองดูดีๆ ก็คล้ายๆรถเถ้าแก่ 
” อ้าว รถเถ้าแก่ แกมาทำอะไรอีก ดึกขนาดนี้แล้ว “
ผมได้แต่พึมพำ ไปตามประสา

หลังจากคุมช่างลงมาข้างล่างแล้ว เอาเครื่องไม้เครื่องมือไปเก็บในสโตร์
ผมก็เลยถามน้องผู้หญิงที่เป็นเจ้าหน้าที่สโตร์ว่า 
” เถ้าแก่  แกกลับไปแล้วหรือ  “
” แกมาทำอะไร “

น้องเจ้าหน้าที่สโตร์คนนั้นก็เลยตอบว่า 
” กลับไปแล้ว ”  
” แกเอาของอะไรมาฝากเก็บไว้สักอย่างนี่แหละ “
“เห็นให้คนงาน ไปช่วยยก”
“เอาไปเก็บไว้ ห้องข้างๆ”
“เสร็จแล้ว แล้วก็กลับไปเลย”

ผมก็ได้แต่ พยักหน้ารับรู้ ไม่ได้คิดอะไร

คือ ห้องข้างๆสโตร์เก็บของ 
มันเป็นห้องที่ใช้สำหรับเก็บเครื่องปรับอากาศ ที่จะใช้ติดตั้งบนตึก อะครับ   
ห้องนั้นมันก็เลยถูกล็อคกุญแจไว้เป็นพิเศษ 
จะมีสิทธิ์เข้าได้ เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องไม่กี่คนเท่านั้น

ก่อนจะกลับ ผมเลยคุยเล่นๆกับน้องคนนั้นว่า 
“อ้อ  ทำไมเถ้าแก่ วนกลับมาอีก แกไม่ได้กลับกรุงเทพหรือ มาซะดึกเชียว”

น้องคนนั้นก็เล่าว่า 
“เห็นพี่คนขับรถ บอกอะนะ จะพาเถ้าแก่ข้ามไปเข้าบ่อน”  
“อีกวัน สองวัน ถึงจะกลับ”

ผมก็เลยได้แต่นึกในใจ
“อ๋อ สงสัยไม่อยากบรรทุกของหนักไปละมั้ง”
“เลยเอาอะไรมาฝากไว้ก่อน”

หลังจากกลับเข้าห้องพัก จัดแจงทำธุระส่วนตัวเสร็จสับ ผมก็เข้านอน
ช่วงกำลังจะหลับ อยู่ๆก็ได้ยินเสียงหมาหอนระงมขึ้น ดังแว่วมาจากรอบทิศทาง
จนผมรู้สึก แปลกใจ ปนขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ
อยู่มาหลายเดือนแล้ว ไม่ค่อยได้ยินเสียงหมาหอนเสียงเย็นยะเยือกแบบนี้เลย 
วันนี้มันวันอะไรของมัน ถึงได้พร้อมใจกันหอนซะขนาดนี้
พอนิ่งฟังได้สักพัก เสียงหมาหอนก็เงียบไป  ผมก็เลยพยายาม นอนต่อ

พอกำลังจะเคลิ้มหลับ
อยู่ๆก็ได้ยินเสียง เอะอะ ดังขึ้นมาจากข้างนอก อีก
พอตั้งใจฟังดีๆ ก็ได้ยินเหมือนเสียงคนทะเลาะกันอยู่ไกลๆ แถวๆค่ายพักคนงานอีกฟาก
พยายามฟังอยู่พักหนึ่งว่าเสียงนั้นจะเงียบไปเองไหม 
แต่ก็ เหมือนยิ่งเสียงดังขึ้น

ผมก็เลยรีบลุกขึ้นมาเปิดไฟแล้วก็เดินออกไปดูนอกห้อง
พอเดินไปดูตรงทางเดินชานพักด้านหน้า 
ก็เห็น เพื่อนข้างๆห้อง พากันเดินออกมายืนดูกันอยู่แล้ว

พอมองไปที่แค้มป์พักคนงานอีกฝั่ง ก็เห็นคนมุงดูอะไรอยู่กลุ่มหนึ่ง
พวกผมก็เลยพากันวิ่งไปดู
ปรากฏว่า 
กลุ่มคนตรงนั้นเขากำลังห้าม สองผัวเมีย ที่กำลังทะเลาะกันอยู่
เมียเอาขวดเบียร์ตีหัวผู้ชาย จนเลือดอาบหน้า แล้วก็มีคนมายืนห้าม
ให้เลิกตบตีกัน  
หัวหน้าผมก็เข้าไปห้ามด้วย บอกให้แยกๆ 
พอสอบถามว่าเป็นอะไรกันอยู่ๆทำไมมาทะเลาะกัน ดึกดื่นแบบนี้
“ผู้ชายเมาหรือเปล่า”

ผู้ชายก็ตอบว่า 
“ไม่ได้เมา ก็นั่งดูบอลอยู่  แล้วก็ลุกไปเยี่ยวข้างนอก 
เดินกลับเข้ามา มันก็เอาขวดตีหัวเลย ผมไม่ได้ทำอะไรเลย”

พอถามไปอีกฝ่าย
“เอาขวดไปตีหัวเขาทำไม”

ผู้หญิงก็ตอบว่า 
“บอกให้มันนอน มันก็ไม่ยอมนอน มันบอกจะรอดูบอล 
ที่ไหนได้ มันแอบนัดผู้หญิงไว้  
กะจะรอให้ฉันหลับแล้วจะไปหาผู้หญิงใช่ไหม”

แล้วต่างฝ่ายก็ต่างโต้เถียงกันอีก จนฟังไม่รู้เรื่อง

ฝ่ายชายเอง ก็โต้ว่า  “ไม่มีใคร”  “ผู้หญิงที่ไหนกัน”

ฝ่ายเมีย ก็โต้กลับว่า 
“ก็ผู้หญิงผมยาวๆใส่ชุดขาวๆอะใคร เห็นกะตา อย่ามาแก้ตัว”

ผู้ชายก็บอกว่า “เอ็งตาฝาดแล้ว อย่ามามั่ว”

ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา จนผมฟังแล้วก็ปวดหัว
แล้วดึกขนาดนี้ ผู้หญิงที่ไหนจะมาหาลุง อีกวะ 
ฟังแล้วมันก็แปลกๆ 
พอยกนาฬิกามาดู ก็ตีหนึ่งกว่าจะตีสองแล้ว
สรุป
หัวหน้าผมก็เลยให้ลูกน้อง พาคนเจ็บขึ้นรถไปหาหมอ 
พอทุกอย่างเคลียร์ คนก็แยกย้ายกันกลับ ไปพักผ่อน

นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการทะเลาะกันแบบนี้ เกิดขึ้นในไซต์งาน
ปกติ เวลาวันหยุด ก็จะมีพวกช่างนั่งกินเหล้ากินเบียร์ ส่งเสียงดังกันบ้าง
แต่ก็ไม่เคย มีเรื่องทะเลาะอะไรกันให้เห็น แบบนี้

พอแยกย้ายกันเข้านอน นอนได้สักพัก ผมก็หลับไป
มารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือบๆจะสว่าง  มีคนมาเคาะประตูห้องผม
ผมงัวเงีย ตื่นขึ้นมา แบบคนนอนยังไม่เต็มอิ่ม 
รู้สึกเหมือนพี่งหลับไปไม่นานเอง

พอผมเดินไปถามว่ามีอะไร  ก็มีเสียงผู้ชายดังมาจากนอกประตู ว่า 
ลูกพี่ ลูกพี่  มีคนถูกไฟดูด อยู่หน้าโครงการ

เอาหละสิ
พอได้ยินแบบนั้น เหมือนผมหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลยครับ
รีบคว้าเสื้อมาใส่ แล้วก็รีบเปิดประตูออกไปทันที 
ผมรีบวิ่งไปหน้าโครงการ พร้อมกับคนที่มาตามผม
พอวิ่งไปถึง หน้าโครงการ ก็เห็นคนสองสามคน ยืนดูร่างคนคนหนึ่ง นอนอยู่ที่พื้น

ผมเลยรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นคนที่นอนอยู่ สลบไปไม่ได้สติ
ก็เลยถามคนที่อยู่ตรงนั้นว่า ทำไมโดนไฟดูดได้
เพื่อนคนงานคนนั้น ก็เลย เล่าว่า ปกติก็จะตื่นมาวิ่งกันแต่เช้ามืดอยู่แล้ว
ก็พากันวิ่งเล่นอยู่แถวหน้าโครงการไปมา ไม่ได้ใส่ใจว่าเพื่อนมันทำอะไร
แต่เห็นเหมือนมันยืนคุยอยู่กับใคร ตรงมุมมืดๆหน้าโครงการ 
ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร  วิ่งเล่นไปมาได้สักพัก  ก็ได้ยินเสียง ตึง 
พอหันไปดู ก็เห็นเพื่อนมันยืน เอามือล้วงเข้าไปในตู้ไฟหน้าโครงการแล้ว
พอมันล้มลง ก็สลบอยู่ตรงนี้เลย

ผมเลยรีบให้คนขับรถพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล 
แล้วผมก็ไปดูตรง ตู้ไฟที่ คนงานมันเอามือล้วงเข้าไป 
มันเป็นตู้ไฟที่จ่ายไฟ แยกไปให้กับค่ายพักคนงาน 
ปกติจะมีกุญแจล็อคตู้ไว้ แต่ทำไม วันนี้ กุญแจมันไม่ได้ล็อค
พอดูแล้วไม่มีความเสียหายอะไรกับตู้ไฟ ก็เลยให้ช่างมาล็อคกุญแจไว้

ช่วงเช้า ผมยังมีอาการ สะลึมสะลือ อยู่ พอสมควร  
หลังจากประชุมแล้วคุยเรื่อง คนเจ็บสองรายกับหัวหน้าแล้ว
ผมก็ไปเบิกของเพื่อทำงานต่อ
ช่วงที่นั่งรออยู่ในห้องสโตร์
น้องสโตร์กำลังจัดของไปด้วย แล้วก็หันมาคุยกับผมไปด้วย
“ได้ยินพวกช่างมันคุยกันว่า
คนที่มันโดนไฟดูด พอตื่นได้สติ
ก็ถามเพื่อนที่ตามไปดูอาการว่า เจอผู้หญิงที่ใส่ชุดนักศึกษาไหม
พวกช่างที่ไปเยี่ยมก็พากัน งง”
“แล้วคนที่โดนไฟดูด เขาก็เล่าว่า
เจอผู้หญิงใส่ชุดนักศึกษา ยืนอยู่ใต้ต้นไม้มืดๆหน้าโครงการ
เลยเข้าไปคุยด้วย คุยไปคุยมา น้องเขาก็บอกว่า
ให้เอาหนังสือที่อยู่ในตู้หน้าโครงการให้หน่อย
แล้วก็เลยเดินไปเปิดตู้ตามที่น้องนักศึกษาบอก
พอเปิดตู้ออกก็เห็นหนังสือวางอยู่จริงๆ
เลยกะว่าจะหยิบเอาออกมาให้น้องเขา
พอล้วงมือเข้าไปในตู้ ก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอน นอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว”

พอผมได้ฟัง ผมก็อึ้ง ขึ้นมาอีก  
นั่งนึกในใจ
“ผู้หญิงที่ไหนกันอีก  อย่าบอกนะว่าเป็นกิ๊ก ของตาลุงหัวแตกเมื่อคืน”

ช่วงที่กำลังนั่งนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆก็มีเสียงดังมาจากห้องข้างๆ
เป็นเสียงเหมือนคนกำลังทำอะไรตะกุกตะกักอยู่ข้างใน
จนผมต้องรีบเรียกให้ น้องสโตร์ฟัง ว่านั่นเสียงอะไร
พอนิ่งฟังกันได้สักพัก
น้องเขาก็บอกว่า ” เสียงหนูไงพี่ “
แต่ผมฟังแล้วเหมือนไม่ใช่เสียงหนู
เหมือนคนกำลังรื้อของอะไรสักอย่าง   ก็เลยพูดกับน้องคนนั้นไปว่า
” คนเข้าไปทำอะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงมันดังจัง “
แล้วน้องสโตร์ก็เดินไปชะโงกหน้า มองไปทางหน้าประตูห้องข้างๆ
ก่อนจะหันมาคุยกับผมต่อ
“ไม่ นิ  พี่ “
” ประตูห้องก็ล็อคอยู่  สงสัยหนูแหละ ช่วงนี้เริ่มมีเยอะแล้ว”
“เดี๋ยวให้ป้า เอากาวดักหนูมา วาง “

พอได้ของตามที่เบิกแล้วก็ให้ลูกน้องขนของขึ้นไปบนอาคารก่อสร้าง
ช่วงที่กำลังขนของกันไป
อยู่ๆก็ได้ยินเสียง คนร้องเอะอะขึ้น แถวๆด้านนอกไม่ไกล
ผมเลยเดินไปดูว่ามีเรื่องอะไรกัน
พอเดินออกไปดู ก็เห็น คนวิ่งกรูกันไปตรงข้างๆตึกก่อสร้าง
พวกลูกน้องผมบางคนก็วิ่งไปดูใกล้ๆ
สักพัก ก็เห็นคนพยุง รปภ. เดินมา
ผมก็เลยเดินเข้าไปถามว่า เป็นอะไร
ลูกน้องผมก็บอกว่า “แกตกจากชั้นสอง ลงมา  แขนหักเลย “
พอเห็นผมก็ตกใจ “เฮ้ย.. ไปเดินยังไงให้ตกลงมาได้ “
ดูสภาพ ลุง รปภ. หน้าซีด เนื้อตัวมอมแมม ที่หัวมีแต่ฝุ่นเต็มหัวจนขาวโพน
แกใช้มือข้างหนึ่งประคองแขนที่หักอยู่ มีช่างสองคนพยุงแกอยู่ข้างๆ

ผมก็เลยบอกให้รีบพาแกไปที่ ห้องพยาบาลก่อน
แล้วก็เลย วอ ไปบอก หัวหน้าว่า
มีคนเจ็บอีกแล้ว ตกตึกชั้นสองลงมาแขนหัก
สักพักหัวหน้าก็ ให้คนเอารถพาไปส่งโรงพยาบาล

ผมก็ไปทำงานต่อ กับทีมช่าง
ช่วงระหว่างทำงานอยู่
ช่างที่มันพา ลุง รปภ. ไปที่ห้องประถมพยาบาล
เขาก็ได้เล่าเรื่อง ลุง รปภ. ให้ฟัง
เขาถาม ลุง รปภ. ไปว่า ไปเดินยังไงถึงได้ตกจากชั้นสองอย่างนี้
รปภ. ก็เล่าให้ฟังว่า เดินขึ้นไปตรวจดูบนตึก ตามปกติ แต่เช้า
ช่วงเดินลงมา ก็เลยมาหยุดสูบบุหรี่อยู่ที่ชั้นสอง
นั่งๆอยู่ สักพัก ก็ได้ยิน เหมือนเสียงเด็ก ขวบ สองขวบ หัวเราะเอิ๊กอ๊าอยู่ใกล้ๆ
ก็เลยเดินไปดูแถวๆบริเวณรอบๆ แล้วก็เห็นเด็กสองขวบ ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า
เดินเตาะแตะ อยู่แถวๆขอบตึก ชั้นสอง
พอเห็นแบบนั้น ลุง รปภ. แกก็ตกใจ
เลยรีบวิ่งเข้าไปจับตัวเด็กไว้ กลัวว่าเด็กมันจะเดินเล่นจนตกไปตรงขอบตึก
พอวิ่งเข้าไปใกล้ๆ พลางเรียกไอ้หนู ไอ้หนู มาเล่นอะไรอยู่แถวนี้
เด็กมันก็เดินไปที่ขอบตึกอย่างที่ลุงกลัวจริงๆ
แกรีบวิ่งไปคว้าตัวเด็กไว้ พอคว้าเด็กได้ ตัวลุงก็เสียหลัก เพราะวิ่งมาเร็ว
เลยผลักเด็กให้ไปอยู่บนตึก ส่วนตัวลุงก็ตกจากตึกลงมา

พอได้ฟัง
ผมก็เลยพูดกับช่างไปว่า
” อ้าว ลูกใครวะ ปล่อยให้มาเล่นบนตึกได้ไง “
ช่างก็บอกว่า
” ไม่น่าจะมีนะพี่ เพราะคนที่มามุงดู
ก็ไม่เห็นมีใคร พูดถึงเด็กกันสักคนเลย “
แล้วช่างอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า
” แกคิดถึง หลานแก จนตาฝาด หรือเปล่า “
” เพราะ เห็นแกเคยเล่าให้ฟังว่า พึ่งกลับบ้านไปเยี่ยมหลานมา  
หลาน ของลุงแกก็ ประมาณ ขวบสองขวบเหมือนกัน “

พอช่างพูดจบ
ผมก็ได้แต่แปลกใจ ลุง รปภ. แกจะตาฝาดถึงขนาดนั้นเลยหรือ
นี่กลางวันแสกๆนะ  
นั่งนึกไปนึกมา ก็เกิดสงสัย
อยู่ๆ ทำไม มันมีคนเจ็บสามรายซ้อน ในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้
ผมได้แต่สงสัย แต่ก็หาคำตอบอะไรไม่ได้ ว่ามันเกิดจากอะไร

ช่วงพักเที่ยง หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ
ผมก็แอบไปงีบหลับในห้องสโตร์ เพราะที่นั่นจะมีพัดลมทำให้ ไม่ร้อน
ผมเลยแอบมางีบตอนพักเที่ยงประจำ
แต่พอเข้าไปในห้องสโตร์ ก็เจอน้องอีกคน  นั่งอยู่
ผมก็เลยถามเขาไปว่าน้องสโตร์ไปไหน
น้องคนนั้นก็บอกว่า
“พี่เขาลาครึ่งวัน  บ่นๆว่าปวดหัว”
ผมก็เลย พึมพำ ออกมา
“เป็นอะไรวะ เมื่อเช้ายังเห็นดีๆอยู่เลย”
แล้วน้องคนนั้นก็พูดขึ้นว่า
“สงสัยพี่เขาคิดถึงยายมั้งคะ ยายของพี่เขาพึ่งเสียไปเมื่อเดือนที่แล้ว
เห็นพี่เขาบอกว่า วันนี้ เป็นอะไรไม่รู้
ได้ยินแต่เสียงยายมาเรียก อยู่ตลอดทั้งวัน”

พอได้ฟังผมก็ได้แต่นิ่งเงียบ
อะไรมันจะขนาดนั้น  แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร
ก็เลย นั่งหลับอยู่ที่โต๊ะในห้องสโตร์ ตรงนั้น
จนถึงช่วงบ่ายผมก็ขึ้นไปคุมงานต่อ

หลังจากไปทำงานต่อบนตึก
ช่วงสักประมาณบ่ายสี่โมงกว่าๆ อยู่ๆก็มีเมฆฝนตั้งเค้าดำทะมึน มากลุ่มใหญ่
เสียงฟ้าร้อง เริ่มระงมมาเป็น ระลอก ระลอก
ตามด้วยลมพัดกันโชกแรง มาเป็นระยะระยะ
ผมอยู่ชั้นสามรีบเดินขึ้นไปดูลูกน้องอีกทีมที่อยู่ชั้นบน
พอขึ้นไปถึงก็เห็นแต่พวกช่าง วิ่งเก็บผ้าใบที่ปลิวไปมาเพราะแรงลม
เครื่องไม้เครื่องมือที่วางอยู่บนผ้าใบก็ปลิวกระจายไปด้วย
ผมก็เลยรีบวิ่งไปช่วยพวกช่าง เก็บของ
ช่วงที่ก้มเก็บของไปมาอยู่แป๊บหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นมาดูรอบๆ
มันก็ทำให้รู้สึกแปลกใจ ขึ้นมาอย่างประหลาด
บรรยากาศรอบๆ มันมืดลงอย่างรวดเร็ว
ราวกับว่า เมฆฝนกลุ่มใหญ่มันมาโอบล้อมตึกนี้ไว้
พอมองออกไปนอกอาคาร ก็เห็นแต่เมฆฝนดำทะมึนอยู่รอบทิศ
ผมกับช่างสองสามคน รีบพากันขนเครื่องไม้เครื่องมือไปไว้ในห้องที่พึ่งก่อผนังเสร็จ
ในห้องมืดมาก  จนช่างต้องรีบเอาไฟฉายมาเปิด
เห็นช่าง เริ่มพูดกัน  
สงสัยจะตกหนักแน่เลย ครึ้ม ขนาดนี้
พอเดินออกมาจากห้องนั้น เสียงลมข้างนอกเริ่มแรงขึ้น
จนฝุ่นตามชั้นฟุ้งไปหมด
ช่างคนหนึ่งก็ไปเอาไฟสนาม มาเสียบปลั๊ก
พอเสียบปลั๊กแล้ว ปรากฏว่า ไฟไม่ติด
บรรยากาศตอนนั้นมันมืดจนมองอะไรก็เห็นรางๆไปหมด
พวกช่างสามสี่คนก็เลยพากันเดินไปดูตู้เมนไฟสนาม ที่ลากสายขึ้นมาอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

ผมก็ยืนดูพวกช่าง เดินไปหยุดมุงกันอยู่ที่ตู้ไฟ หันหลังให้กับผม
แล้วทันใดนั้นเอง โดยไม่คาดคิด  
อยู่ๆผมก็เห็นร่างผู้หญิง คนหนึ่งใส่ชุดนักศึกษา
กระโปรงสั้น ขาขาวๆ อย่างกะที่ผมเคยเห็นในรถเถ้าแก่
เดินออกมาจากโถงบันได แล้วก็หยุด มองมาที่ผม
ก่อนจะเดินขึ้นบันไดต่อไป
ผมก็ตกใจขึ้นมาทันที  รู้สึกแปลกใจมาก
” นักศึกษาที่ไหนวะ มาเดินอะไรอยู่ในไซด์งานแบบนี้ “
ผมรีบเดินตามไปดูตรงโถงบันใด เห็นแต่หลังน้องนักศึกษาเดินหายขึ้นไปไหว ไหว
ผมก็เลยรีบเดินตามไปทันที
พอขึ้นมาถึงข้างบน บรรยากาศมันมืดมาก ไฟฉายก็ไม่ได้เอามา
มองไปรอบๆ ไม่มีช่างอยู่สักคนเลย
แต่มองเห็นหลังเสื้อ น้องนักศึกษา เป็นเงาสีขาวรางๆเดินอยู่ในความมืด
ผมรีบเดินตามน้องเขาไป แล้วก็พยายามเรียก
” น้องน้อง   มาทำอะไร “
ผมหยุดรอน้องเขาตอบ แต่เขาก็ไม่หันกลับมาตอบอะไร
มองไปเห็นแต่หลังนักศึกษาคนนั้นเดินตรงไปเกือบๆถึงฝั่งตึกอีกด้าน
แล้วก็เลี้ยวหายไปทางบันไดหนีไฟ
ผมรีบเดินตามไปดู ให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด
บรรยากาศ รอบข้างมันมืดจนผมต้องเพ่งมองดูตามทางเดินดีๆ
เพราะผนังห้องส่วนใหญ่ก่อทึบจนหมดแล้ว เลยทำให้แสงภายนอกเข้ามาไม่ถึง
เดินไปถึงหน้าโถงบันใดหนีไฟ
พอเลี้ยวเข้าไปตรงหลืบนั้น
ก็มองเห็นว่ามันเป็นซอกที่มืดๆ แสง สลัว สลัว
จนผมต้องหยุดเพ่งมองไปที่พื้นตรงบันไดนั้นดีๆ
ว่ามีของอะไรวางเกะกะอยู่ไหม
พอมองเห็นขั้นบันไดแล้ว ผมก็รีบเดินเข้าไป
ตอนกำลังจะก้าวขา อยู่ๆก็มี มือ มือ หนึ่ง มาดึงแขนผมไว้

” นายช่าง…  จะไปไหน “

เสียงช่างวัยกลางคน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
จนผมสะดุ้ง   ตกใจ อย่างไม่ทันตั้งตัว
ช่างดึงแขนผมถอยหลังออกมาจากช่องบันไดตรงนั้น

พอผมมีสติ
มองไปข้างหน้าอีกที
ปรากฏว่า มันเป็นช่องเปิดโล่งๆที่พื้นทะลุลงไป ไม่มีบันไดอะไรเลยครับ
นี่ถ้าผมก้าวไปก็ตกร่วงลงไปข้างล่างแน่ๆ

พอช่างดึงแขนผมกลับออกมา
คุยกันไปมาถึงรู้ว่าเขาเป็นช่าง ของทีมหัวหน้าผม
กำลังจะมาตีไม้แบบ สำหรับเข้าแบบบันไดที่ช่องเปิดตรงพื้นนั้น
เพื่อจะทำบันไดหนีไฟ

แต่พอรื้อไม้ที่ปิดช่องตรงพื้นนั้นเสร็จ  
แสงมันก็มืดลงจนทำงานไม่ได้  
เลยพากันมานั่งพักอยู่ตรงชั้นห้า หน้าโถงบันไดหนีไฟ

แล้วก็เจอผมวิ่งทะเลอทะล่ามา
ดีนะที่เข้าไปดึงแขนไว้ทัน ไม่งั้นผมคงตกลงไปเป็นอะไรไปแล้ว

พอฟังช่างเล่า ผมก็ ได้แต่เอามือทาบไปที่หน้าอกตัวเอง
เสียงหัวใจเต้นรัวๆ ดังชัดราวกับว่ามันเต้นอยู่ข้างนอกตัวผม
” โหย.. เกือบไปแล้ว “

พอถามพวกช่างว่า
เมื่อกี้เห็น ผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษา เดินผ่านมาหรือเปล่า
พวกช่างก็บอกว่า ” ไม่เห็นใครเลย “
” เห็นแต่ผมวิ่งมาคนเดียว “
ขนหัวผมลุกซู่ขึ้นมาทันที
” เ ชี้ ย   นี่เราตาฝาด หรือวะ ” ผมได้แต่พึมพำไปมา
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้มีเรื่องแปลกแบบนี้ได้

ผมเดินกลับลงมาที่ชั้นสี่ แบบ งงๆ
พอถึงชั้นสี่  บรรยากาศรอบข้างก็ทำให้ผม ประหลาดใจขึ้นมาอีก
แสงยามเย็น ส่องสว่างขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
อ้าว…
ผมรีบหันไปดูรอบๆ นอกอาคาร
เมฆฝนกลุ่มใหญ่ เริ่มจางหาย ราวกับว่ามีอะไรมาทำให้มันสลายไป
พอรีบยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกา ก็พึ่งจะห้าโมงเย็นเอง

หลังจากทำงานต่อ จนเกือบๆสามทุ่ม
ก็พาช่างกลับลงมาจากตึก
เอาของไปเก็บในสโตร์
วันนี้ น้องคนที่เขามาแทนชั่วคราว เลิกงานไปก่อน
เขาเลยให้กุญแจผมไว้ เพื่อปิดล็อคสโตร์ให้

ช่างขนของมาเก็บในห้อง คุยกันเสียงจ๊อกแจ๊กไปตามประสา
ผมนั่งหาเอกสารที่เขียนเบิกของมาเช็คดู อยู่ที่โต๊ะ
แล้วก็มีช่างคนหนึ่ง ยืนรอเพื่อนอยู่หน้าสโตร์  
มันเอาเหล็กเคาะไปมากับ ผนังห้อง
ผมรำคาญก็เลยบอกว่า อย่าเคาะ
ช่างมันก็ยังไม่หยุดเคาะ จนผมต้องขึ้นเสียงดังใส่ไป

“เฮ้ย บอกว่าอย่าเคาะ”

จนลูกน้องผมอีกคนเดินไป เบิร์ดหัวช่างคนนั้นทีหนึ่งเบาๆ

“ลูกพี่บอกว่าอย่าเคาะ”

ช่างคนนั้นมันก็หัวเราะ แล้วก็เร่งเพื่อน เร็วๆหน่อยหิวข้าว
ผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาหาเอกสาร
มีเสียง เจี๊ยว จ๊าว ของพวกช่าง อยู่สักพัก
แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินกลับออกไปทีละคนสองคน
ก่อนจะค่อยๆเงียบลง  
สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะเหล็ก แกร๊ง  แกร๊ง  แกร๊ง  ขึ้นมาอีก
จนผมรู้สึกปรี๊ดขึ้นมาหน่อยๆ
“อ้าว ไอ้นี่ พูดไม่รู้เรื่อง”

พอเงยหน้ามองไปในห้องสโตร์ ก็ไม่เห็นมีใครอยู่แล้ว
เลยรีบเดินออกไปดูหน้าห้อง พลางพูดเสียงดังออกไป
“เอ็งจะเคาะหาอะไร วะ”

แต่พอชะโงกหน้ามองไปตามทางเดิน
กลับปรากฏว่าไม่มีใครอยู่หน้าห้องสักคนเลย
เสียงเคาะเหล็กนั้นก็เงียบไปทันที ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมรีบมองซ้ายมองขวา มองไปรอบๆ ให้แน่ใจ
ว่ามีใครแกล้งหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยอะไรแม้แต่เงา

“ใครแกล้งวะ”
ผมตะโกนดังออกไป
ได้ยินแต่เสียงตัวเองดังก้องสะท้อนกลับมาจากโถงทางเดิน
แล้วก็เงียบลง

พอกลับมานั่งเคลียร์เอกสารอยู่ในห้องต่อ บรรยากาศก็เริ่มเงียบ
รู้สึกมันเงียบสงัดมาก ราวกับว่า เหมือนไม่ใช่ไซต์งานก่อสร้าง
ได้ยินแต่เสียงพัดลมในห้องส่ายไปมา ดัง แต๊ก แต๊ก
ผมรีบเคลียร์เอกสาร ต่อให้ไวที่สุด
พอมันเงียบเกินไป
ผมก็ฮัมเพลงเล่น ปนร้องเพลงเล่นบ้าง ไปตามประสา
พอผมร้องเพลงเป็นเสียงเพี้ยน สูงๆต่ำๆเล่น
อยู่ๆก็มีเสียงเย็นยะเยือกของผู้หญิงหัวเราะ หึ หึ ขึ้นมาจากข้างหลังผม
ผมตกใจมาก รีบหันไปมองด้านหลังทันที
“เฮ้ย.. ใครวะ”

พอมองไป ก็เห็นแต่ เชลฟ วางของ ดำทะมึน ตั้งเรียงรายกันอยู่ สาม สี่ แถว
ด้านหลังห้องมืดสลัว สลัว ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ขนหัวผมลุกซู่ขึ้นมา เสียวสันหลังวาบทันที

ผมยืนมองไปรอบๆห้อง บรรยากาศเริ่มวังเวงราวกับว่า ในนี้เป็นห้องเก็บศพ
พอตั้งสติได้ ผมก็ตะโกนไปทางผนังด้านหลังสโตร์
“ใครวะ “
“อย่ามาเล่นแบบนี้ นะโว้ย”

พูดจบ ทุกอย่างก็เงียบ ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา
ผมเริ่มมือไม้สั่น หันหลังกลับมาที่โต๊ะ
รีบลนลาน เก็บเอกสารซุกๆไปในลิ้นชัก
“ไม่อยู่แล้วโว้ย”

พลางคิดในใจพรุ้งนี้ค่อยมาเคลียร์ต่อ
พอ เอื้อม มือไปปิดพัดลม กำลังจะเดินออกไป
อยู่ๆก็ได้ยินเสียง ดัง โครม ออกมาจากห้องข้างๆ
จนผมสะดุ้งตกใจ ผวาขึ้นมาอีก
มันเป็นเสียงเหมือนมีของอะไรหลายๆชิ้น เท กระจาดลงบนพื้น

ผมนิ่งฟัง นึกในใจว่าเสียงหนูหรือเปล่า
พอนิ่งฟังแป๊บหนึ่ง ก็ไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้น

ผมก็เลยลองค่อยๆเอาหูไปแนบฟังใกล้ๆกับพนังห้องที่ติดกับห้องข้างๆ
สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงคล้ายๆอะไร เดินวนไปวนมา อยู่ในห้อง
ราวกับว่ามีใครทำอะไรอยู่ในห้องนั้น
พอได้ยินแบบนั้น
ผมก็รีบวิ่งไปหน้าห้องสโตร์ มองไปที่ประตูห้องข้างๆ

“เฮ้ย.. ประตูก็ล็อคอยู่นี่หว่า”

มองไปที่กุญแจล็อคห้องตรงประตูนั้น ก็ยังอยู่ในสภาพนิ่งปกติ

แล้วภาพนักศึกษาสาวคนที่ผมเจอบนตึก ก็แว๊บขึ้นมาในหัวผมอีกทันที
ขนแขน ขนขา ผมลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัว

“เถ่าแก่เอาอะไรมาเก็บไว้ในห้องนี้วะ”

พอนึกขึ้นมาได้ ใจผมก็เต้นแรงขึ้นมา รู้สึกใจสั่นไปหมด

ผมค่อยๆเดินไปที่หน้าประตูห้องนั้นช้าๆ
ยืนอยู่หน้าประตู
ด้วยความสงสัย มันก็ทำให้ผมต้องทำอะไรสักอย่าง
ผมมองหาช่องที่พอจะมองลอดเข้าไปได้
สักพักก็เห็นเป็นช่องรูตะปูเล็กๆ อยู่ที่บานประตู

ใจผมเต้นแรง ระดับเจ็ดริกเตอร์เลย
ค่อยๆเอื่อมมือไป เปิดสวิทช์ไฟที่อยู่หน้าห้อง
แล้วก็มองเห็นรูตรงไม้นั้น มีแสงลอดออกมาจากข้างในทันทีที่ไฟในห้องติด

ผมค่อยๆก้มตัวลงช้าๆ เอาตาไปแนบกับ รูไม้ ตรงนั้น
มองลอดช่องเข้าไปดูข้างใน
พอมองเข้าไปดูในห้อง ก็เห็น ตรงพื้น ด้านหน้าห้อง
มีผ้าใบสีดำคลุมปิด อะไรบางอย่างอยู่
พอส่ายสายตามองไปข้างๆช้าๆ
ก็ถึงเห็นว่าผ้ามันคลุม หีบเหล็กสังกะสี อยู่ครึ่งหนึ่ง

มันเป็นกล่องสังกะสีใหญ่ๆ น่าจะเท่าถังใส่น้ำแข็งตามร้านอาหารได้
ผมพยายามมองดูไปตามรอบๆห้องเท่าที่พอมองได้
เห็นของที่อยู่บนเชลฟ ตกลงมาทับผ้าใบอีกด้าน  
ของพวกนั้นมันคงดึงให้ผ้าใบมันเลื่อนจนเปิดให้เห็นกล่องเหล็กครึ่งหนึ่ง

แล้วทันใดนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีของตกลงมาอีก
จนผมสะดุ้ง ร้องขึ้นอย่างตกใจ  
รีบผงะถอยหลังออกมาตั้งหลัก หน้าประตูใหม่

ทำใจอยู่แป๊บหนึ่ง คิดในใจ ว่า นั่นมันกล่องเก็บอะไร

พอไม่แน่ใจ ผมเลย ส่องไปดูใหม่อีกทีหนึ่ง

คราวนี้มองไปที่ฝากล่องเหล็กนั่น
พยายามดูว่า มันมีกุญแจล็อคไว้หรือเปล่า
แล้วอยู่ๆ ฝากล่องเหล็ก  มันก็ค่อยๆเผยอ ขึ้นช้าๆ
ราวกับมีคนดันฝากล่องขึ้นมาจากข้างใน

เฮ้ย..!

เส้นผมที่ท้ายทอยลุกตั้งราวกับมีคนมาดึง  
ตัวผมเกร็งไปหมด
สายตาก็จ้องไปที่ ช่องมืดๆใต้ฝาที่เผยอ ขึ้นมา
มันเปิดค้างอยู่นิ่งๆ ราวกับว่า มีสายตาใครอยู่ในนั้น  กำลังจ้องมองผมอยู่

พอฝา กล่องทิ้งตัวปิดลง ดังแก๊ก  ผมก็สะดุ้งสุดขีด
ทรุดไปนั่งอยู่กับพื้น ลนลานนถอยหลังออกมาอย่างไว

“เฮ้ย.. อะไรวะ”
ผมร้องตะโกนออกมาอยากลืมตัว
แล้วความคิดบางอย่างก็แว๊บขึ้นมาทันที

“อย่าบอกนะว่า มีศพอยู่ในนั้น”

“เ ชี ย   แล้ว “

ผมรีบลุกขึ้น วิ่งไปหาหัวหน้าที่บ้านพักทันที

พอวิ่งออกมาข้างนอกได้ ก็รู้สึกว่ามีลมแรงพัดมาปะทะเข้ากับหน้าผมแบบไม่ทันตั้งตัว
ผมรีบมองขึ้นดูท้องฟ้า เห็นฟ้าแลบส่องแสงไปมา เหมือนจะมีพายุฝนตั้งเค้ามาอีก
พอรีบวิ่งไปทางบ้านพัก  ทั้งฝุ่น ทั้งลม ก็พัดตลบ ฝุ่นฟุ้งไปหมด
แล้วเสียง หมาหอนก็ดังระงมขึ้น ปานนัดหมาย
ราวกับว่ามันเห็นอะไร อยู่แถวนี้

พอวิ่งไปถึงห้องหัวหน้า ผมรีบลนลาน เคาะประตูเรียกหัวหน้าทันที
แต่ ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา จากข้างใน

สักพัก คนแถวๆนั้นก็ออกมา บอกว่าหัวหน้าไปกินข้าวข้างนอกยังไม่กลับ
พอกำลังจะเดินกลับ
อยู่ๆก็มีคนงานผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งมา
พอเห็นผม ก็รีบถามผมว่า “หัวหน้าหละ”
ผมเห็นหน้า ก็คุ้นๆ ว่าเป็นคนงานหญิงของทีมหัวหน้า ที่ชื่อ ริน

ผมก็เลยบอกเขาไปว่า “หัวหน้าไปกินข้าวยังไม่กลับ”
แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดอยากกระหืดกระหอบขึ้น
“นายช่าง นายช่าง ช่วยตามพ่อหนูให้หน่อย”
ผมก็ถามว่า “พ่อเป็นอะไร”
คนงานหญิงคนนั้นก็ตอบว่า
” พ่อหนูเขาวิ่งตาม ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ ขึ้นไปบนตึก หนูห้ามก็ไม่ฟัง “

พอได้ฟัง ผมก็ตกใจทันที
“หา..!”
“ผู้หญิงที่ไหนจะมาเดินบนตึกมืดๆค่ำๆแบบนี้วะ”

ว่าแล้วก็รีบวิ่งไปดูที่ตึก พลาง วอ ไป ตามลูกน้อง บอกให้ไปช่วยกันบนตึกด่วน
พอวิ่งไปถึงหน้าตึก ลมก็พักแรงขึ้น เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดังระงม ไปทั่วบริเวณ
ผมรีบวิ่งขึ้นไปบนตึกพร้อมๆกับน้องคนนั้น
ในตึกมืดมาก เพราะปิดไฟหมดแล้ว เลยต้องใช้ไฟฉายส่องไปตามทางเดิน
วิ่งขึ้นไปดูแต่ละชั้น น้องเขาก็ร้องเรียก พ่อ พ่อ ตลอดทาง
น้องคนนั้น ดูมีท่าทีกระวนกระวายมาก เหมือนจะร้องไห้ออกมา

พอวิ่งขึ้นมาถึงชั้นสี่ ลูกน้องก็ วอ มาถาม
“ลูกพี่ ลูกพี่ อยู่ไหน  เกิดอะไรขึ้น”
ผมก็ตอบกลับไปว่า  
“พ่อไอ้ริน  วิ่งตามใครขึ้นมาบนตึกไม่รู้ มาช่วยกันตามหาหน่อย ตอนนี้อยู่ชั้น 4 “
ยังไม่ทันได้ฟังเสียงตอบกลับ เสียงน้องคนนั้นก็ดังขึ้น

“นั้นไง พ่อ“

ผมรีบมองตามไป  เห็นแต่ น้องคนนั้นรีบวิ่งตามพ่อ ขึ้นบันไดไปที่ชั้นห้า
แบบมืดๆไม่มีไฟฉาย
ผมเลยรีบส่องไฟฉาย วิ่งตามไปติดๆ  แต่ดูเหมือนน้องเขาจะวิ่งเร็วมาก
ไม่นานก็วิ่งหายขึ้นไปที่ชั้นหก แล้ว
ผมวิ่งกระหืดกระหอบ ตามไป แบบจวนจะหมดแรง
พอถึงชั้นหก  มันเป็นพื้นที่โล่งๆ ยังไม่มีการกั้นผนังหรือกำแพง
แม้แต่ขอบผนังของตึกก็ยังไม่มี
พอผมเดินขึ้นมาถึงตรงโถงนั้น ก็ได้ยินแต่เสียงน้องผู้หญิงคนนั้นตะโกนว่า
“พ่อ อย่า.. “
แล้วก็ได้ยินเสียงวิ่งไปอีกฝั่งของตึก
ผมตกใจรีบวิ่งตามไป มองไปขอบตึกไกลๆ เห็นแต่น้องผู้หญิงวิ่งไปใกล้จะถึงขอบแล้ว
ผมรีบวิ่งตามไป จนถึงน้องเขา
น้องเขาคุกเข่าทรุดอยู่กับขอบตึก  ร้องไห้ โหออกมา
“พ่อ..  พ่อ..  “
“พี่… พ่อหนูโดดลงไปแล้ว “
แล้วก็นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าผม

ผมอึ้งไป ทำอะไรไม่ถูก  ถามน้องเขาให้แน่ใจ  
“เห็นพ่อโดดลงไปจริงๆหรือ”

น้องคนนั้นก็เอาแต่นั่งร้องไห้

แว๊บนั้น มันก็ทำให้ผมคิดถึง กล่องเหล็กอาถรรพ์ข้างห้องสโตร์ขึ้นมาทันที
สรุปที่เกิดเรื่องราวกันทั้งหมดนี้ มันต้องการจะเอาชีวิตคนใช่ไหม

พอคิดขึ้นได้ ผมก็เลยค่อยๆเดินไปดูตรงขอบตึก
ค่อยๆ ชะโงกหน้า ส่องไฟฉายลงไปดูด้านล่าง ว่าศพอยู่ตรงไหน
ลมแรงตีเข้ามาปะทะหน้าผม  
ช่วงที่กำลัง ส่องไฟฉายลงไปดู  อยู่ๆก็มีเสียง วอ ดังขึ้น
เป็นเสียงคุ้นๆ

” พี่ นี่ รินเองนะ “
“พ่อหนูตายไปหลายปีแล้วพี่ “

เท่านั้นแหละ ผมรีบหันหลังกลับไปมอง ผู้หญิงที่ร้องไห้อยู่ข้างหลังผมทันที  
พอหันไป ก็เล่นเอาผมตาค้าง ขนหัวลุกชูชันขึ้นสุดขีด
“คุณพระช่วย “
ดวงตาคู่โต ของเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่
แสยะเขี้ยวจ้องมองมาที่ผมตาเขม็ง
ตาคู่นั้นจ้องมาที่ผม จนทำให้ไม่กล้าขยับ
ขาเขอเกร็งจนก้าวไม่ออก ราวกับมีมนต์สะกด
ก่อนที่มันจะร้องคำรามกึกก้องออกมาอย่างน่าสะพรึง
พลางกระโจนเข้าใส่ตัวผมอย่างไม่ทันตั้งตัว

ผมตกใจ ร้องเสียงหลงออกมา แบบสติหลุด
ใจหายวาบ  รีบกระโดดถอยหลังหลบอย่างลืมตัว
แล้วผมก็รู้สึกเลยว่า ข้างหลังผมมันเย็นวาบ
เหมือนกระทบกับไอเย็นของฝนกลางอากาศ
เพราะด้านหลังผมมันไม่มีพื้นให้ยืนแล้ว  
รู้สึกตัวว่า  มีลมพัดวูบผ่านมาจากข้างหลังผม แล้วร่างผมก็หล่นลงอย่างเร็ว
วินาทีนั้นได้ยินเสียงฟิ้ว ฟิ้วส์
รู้สึกแสบไปตามต้นแขน และขา มันเกิดขึ้นไวมาก
ผมร้องออกมาจนสุดเสียง นึกไม่ออกว่าจะทำยังไงดี
มือข้างหนึ่งกำพระเครื่องที่ห้อยคอไว้แน่น
ก่อนจะหลับตา อธิฐานขึ้นในใจ
“หลวงพ่อ ช่วยลูกด้วย “

แล้วหูผมก็ได้ยินเสียงเสื้อขาด ดังแทรกขึ้นมากลางอากาศ
แกร๊กกกก..
ลากยาวไปกับอะไรสักอย่าง  หัวผมก็มึนงงไปหมด
ก่อนจะมารู้สึกตัวอีกที  ตอนทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่บนอากาศ  

ตาผมมองลงไปที่พื้นดิน “เห้ย ทำไมเราลอยได้ “
รีบมองไปรอบตัวอีกที เห็นแต่กลุ่มช่าง สาดส่องไฟฉาย ไปมาอยู่ในตึก
ผมรีบมองขึ้นไปบนหัวผมว่าใครดึงผมไว้
“คุณพระช่วย “

เหล็กข้ออ้อยที่มันยื่นออกมาจากเสาที่พื้นชั้นสาม
มันเกี่ยวกับคอเสื้อผมไว้อยู่  
ตั้งแต่คอเสื้อลงไป มันขาดไปเป็นทางยาว
เสื้อปลิวไปมาจนผมเย็นข้างหลังวาบ วาบ
พอรู้ว่ามีแค่คอเสื้อติดอยู่กับเหล็กข้ออ้อยผมก็ไม่กล้าขยับตัวไปมา
ได้แต่ร้องตะโกนเรียกให้พวกช่างมาช่วยไวไว
สักพัก พวกช่างก็มาช่วยผมขึ้นมาจากตรงนั้น

พอสำรวจดูร่างกายผม  ก็มีแผลถลอกปลอกเปิกพอสมควร
ข้างหลังผมเป็นรอยขูดยาว แต่ไม่ถึงกะเข้าไปลึก
แค่พอมีเลือดไหลซิบๆออกมาเท่านั้น

พวกช่าง กรูกันเข้ามาด้วยความตกใจ ต่างคนต่างถามว่าผมเป็นอะไรไหม
“ทำไมตกลงมาได้พี่”
“ข้างบนมี อะไรพี่”

ผมไม่ได้พูดอะไร ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย ว่าเมื่อกี๊ เห็นอะไร
นั่งตัวสั่น หมดแรง มือไม้เกร็งไปหมด
จนช่างมันมาพยุงตัวผมลุกขึ้นยืน ขาผมก็อ่อนพับลง ราวกับคนไม่มีแรง

ผมได้แต่ พึมพำว่า
“ไอ้ เชีย..  ไอ้เ ชีย  ..”
ไปตลอดทางที่เดินลงมาจากตึก

แต่พอ เริ่มตั้งสติได้ ผมก็นึกถึง พวกช่างกลุ่มหนึ่งที่มัน ฉายไฟฉายลงมาดูผมที่ชั้นสี่
ผมเลยรีบ ร้องบอกพวกช่าง ไป
“เฮ้ย.. วอ บอกทุกคน รีบลงมาจากตึก เร็วๆ”
“ลงมากันหมดหรือยัง”
“อย่าขึ้นไป”

พอลงมาจากตึกได้  รู้สึกว่า ลมฝน พายุอะไร จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ท้องฟ้าเปิด มีดาวสุขสกาวเต็มท้องฟ้า จนดูเป็นปกติ
พวกช่างพาผมมาส่งตรงหน้าชานที่พักวิศวกร
อยู่ๆก็มีคนงานกลุ่มหนึ่งวิ่งมาดูผม ถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจอเสือหรือ”  
มีคนบอกว่า “เมื่อกี๊  ได้ยินมันคำรามกันหมดเลย “

ผมก็ได้แต่อึ้ง จนตอบไม่ถูก ว่าจะเริ่มยังไงดี
พอดีหัวหน้า ก็เดินกลับเข้ามาที่พักพอดี  ถามว่า เกิดอะไรขึ้น
ผมก็เลยรีบเข้าไปคุยกับหัวหน้า
ขอร้องให้หัวหน้าเอากุญแจไปเปิดที่ห้องเก็บแอร์
แล้วจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเอง

หัวหน้าเดินกลับไปเอากุญแจที่ในห้องพัก
แล้วผมกับพวกช่างก็ตามหัวหน้าไปดูที่ห้องเก็บแอร์

พอถึงหน้าห้องเก็บของ พวกช่างที่ตามมากลุ่มใหญ่
ก็พากันเบียดเสียด เข้ามาดูข้างใน จนเต็มโถงทางเดินไปหมด
ส่งเสียงเอะอะกันไปมา พูดกันไปต่างๆนาๆ
จนหัวหน้าผมขอร้องให้ทุกคนเงียบก่อน
แล้วก็บอกให้ ลูกน้องกันคนไว้ อย่าให้ใครตามเข้าไปในห้อง
จะให้เข้าไปดูข้างในกันสามคนเท่านั้น
สักพักหัวหน้าผมถึง เอากุญแจออกมาไขกุญแจที่หน้าประตู
พอเปิดห้องเข้าไปได้ ก็เจอกล่องเหล็กสังกะสีใบนั้นวางอยู่ ใกล้ๆกับประตูที่เปิดเข้าไป
ที่พื้นมีน้ำนอง จนแฉะไปหมด
ผมเดินตามหัวหน้ากับช่างอีกคนเข้าไปในห้อง
หัวหน้าผมเดินไปดึงผ้าใบสีดำที่คลุม กล่องสังกะสีนั้นออก
เท่านั้นหละ ก็เริ่มได้กลิ่นอะไรคาวๆ โชยออกมา

ช่างที่ตามเข้ามาดู พูดขึ้น “อะไรอะลูกพี่”
หัวหน้าเลยบอกให้ช่างคนนั้นเปิดฝากล่อง
ช่างค่อยๆเดินไปข้างๆกล่อง เอื้อมมือไปจับฝากล่องใบนั้น
แล้วก็ค่อยๆเปิดฝาขึ้น ช้าๆ อย่างคน กล้าๆกลัวๆ
พอเปิดฝาขึ้นมา ผมก็รีบชะโงกหน้าไปดูทันที
มองไปก็เห็นมีผ้าดิบสีขาวๆ ปิดอยู่ แล้วไอเย็นของน้ำแข็งก็ลอยออกมา
ปะทะเข้าตามลำตัวผม
พอช่างเอื้อมมือไปดึงผ้าดิบขึ้นมา เท่านั้นแหละ
ผมถึงกับผงะ ถอยหลัง อย่างตกใจ
ร่างเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ ถูกแช่น้ำแข็งไว้เต็มกล่องสังกะสี
ขนแขนผมลุกชูชันขึ้นมาอีก
แววตาที่มันจ้องมองผมบนตึก แวบขึ้นมาทันที

พอตั้งสติได้ผมก็พูดกับหัวหน้า

“สิ่งนี้แหละหัวหน้า ที่ทำให้เกิดเรื่อง วุ่นวายในไซต์งาน
ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว”

ทุกคนได้แต่อึ้ง เงียบ ไม่มีใครพูดอะไร
พอหัวหน้าบอกให้ช่าง ปิดฝากล่องเอาผ้าคลุมไว้เหมือนเดิม
หันกลับออกมา ก็เห็นแต่พวกช่างยืนเบียดกันโผล่หน้าเข้ามาดูในห้องแน่นไปหมด
บางคนก็ร้องถามว่า
“มีอะไร”
“ในกล่องนั้นมีอะไร”
จนเริ่มมีเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังระงมขึ้นอีก
หัวหน้ารีบล็อคห้อง บอกทุกคนแยกย้าย
หลังจากมีช่างกลับไปแล้วบางส่วน

หัวหน้าก็ให้ไปตาม คนงานคนหนึ่งมา เป็นคนงานที่ดูมีอายุมากแล้ว
คุยกันอยู่พักหนึ่ง หัวหน้าก็ให้เงินคนงานคนนั้นไปทำอะไรสักอย่าง
หายไปพักใหญ่ กลับมาอีกที
ก็เห็นช่างเด็กๆช่วยกันถือของอะไรมาพะรุงพะรัง
สักพัก ก็เห็นลุงคนนั้น เอาธูปไปปักหน้าโครงการ
แล้วก็เอา ธูปอีกกำ ไปปักอยู่ตรงดินหน้าทางเดินเข้าไปห้องสโตร์
พร้อมกับมีถาดใส่เนื้อหมู สามชั้นที่เป็นท่อนยาวๆ
แล้วก็ขนมคาวหวาน ทองหยิบ ทองหยอด กับเหล้าขาวขวดหนึ่ง

ผมหันไปถามช่างที่มีอายุคนนั้นว่า  “แค่นี้ ก็เอาอยู่ใช่ไหม”
ช่างคนนั้นก็บอกว่า ” ไหว ไหว “
แล้วพวกช่างที่ตามมาดูก็พากันจูดธูป ไหว้กัน ยกใหญ่

หลังจากกลับไปล้างเนื้อล้างตัวแล้ว พวกผมกับลูกน้อง ยังไม่นอน
พากันมานั่งกินเหล้าย้อมใจกันอยู่แถวๆหน้าค่ายพักคนงาน
นั่งคุยกันไปต่างๆนาๆ สักพักหัวหน้าผมก็มานั่งร่วมวงด้วย

ซักเกือบๆ เที่ยงคืน
ปรากฏว่า รถเถ้าแก แกมาที่ไซต์ครับ
หัวหน้าผมก็กำชับกับทุกคนว่า อย่าออกไปพูดอะไร  
แล้วหัวหน้าผมก็หายไปกับช่างสองสามคน
สักพักก็กลับมา
ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า
เถ้าแก ขนกล่องใบนั้น ไปแล้ว
เห็นบอกว่าจะกลับ กรุงเทพคืนนี้เลย

พอนั่งคุยกันต่อ ผมก็เล่าให้หัวหน้าฟังอีกว่า
ตอนแรกเจอ ผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษา มาหลอกให้เดินตามไปจนเกือบจะตกตึก
ก็คิดว่า ผีนักศึกษากิ๊กของเถ้าแก่มาหลอกหรือเปล่าวะ
ที่ไหนได้ ดันเป็นเสือสมิง
พอพูดมาถึงตรงนี้ ลุงช่างคนนั้นก็เล่าว่า
เสือสมิงมันชอบแปลงเป็นคนที่เราคิดถึง
ถ้าใจเราคิดถึงอะไร หรือยึดติดอยู่กับอะไร
มันก็จะแปลงเป็นสิ่งนั้นมาล่อเรา
มันก็ทำให้ผมคิดขึ้นมาทันที
มิน่าหละ เพราะขาขาวๆที่ติดตาผมแท้ๆ
เลยทำให้ผมเห็น นักศึกษาสาวแบบนั้นได้

หลังจากแยกย้ายกันไปนอนแล้ว
ตื่นเช้ามา
ช่วงที่กำลังนั่งประชุมกันอยู่ในห้อง
อยู่ๆก็มีสายเข้าที่มือถือหัวหน้า
หัวหน้ารับสาย  คุยไปมาสักพัก ก็รู้สึกมีสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้น
พอวางหูเสร็จ
หัวหน้าก็หันมาพูดกับพวกผมว่า
” รถเถ้าแก่คว่ำ  คนขับเสียชีวิต “


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กลับป่าช้ากันเถอะ
ปู่โสม เฝ้าสวน
นัดเล่า…ผี
ตัวตาย ตัวแทน
ซากสยอง กลางดงมรณะ
เรื่องผี ขยี้ขวัญ